ข้อมูลประเทศลาวและรูปสวยๆจากลาว |
| หลวงพระบาง | |||||||||||||||||
หลวงพระบาง ชาวลาวในเมืองหลวงพระบาง เป็นชนเผ่าที่เรียกว่า "กาว" เดิมเมืองนี้ชื่อ "ชวา" การที่เรียกว่า "หลวงพระบาง" นั้น เป็นเพราะเมืองดังกล่าวเป็นเมืองหลวงของลาวในยุคก่อน จึงได้ชื่อว่า"เมืองหลวง" และการที่มีพระพุทธรูปยืนชื่อ "พระบาง" เป็นสัญลักษณ์ของเมือง จึงรวมชื่อเป็น "เมืองหลวงพระบาง" ชนเผ่ากาวนี้ส่วนใหญ่ปัจจุบันอาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของลาว ได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตามริมแม่น้ำโขงและหลายหมู่บ้านในเขตจังหวัด เชียงราย โดยรวมกันอยู่เป็นจำนวนมากที่อำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ และอพยพเข้ามาก่อนกรณีพิพาทอินโดจีนหลายสิบปี แต่เป็นจำนวนน้อย การอพยพครั้งที่สองเมื่อกรณีพิพาทระหว่างไทย-อินโดจีน และครั้งหลังเมื่อประเทศลาวประกาศเป็นประเทศอิสระภาพและยกกำลังเข้าต่อสู้ ฝรั่งเศสแต่ปราชัยลง ชาวลาวดังกล่าวได้พากันอพยพเข้ามาเขตไทยเป็นจำนวนมาก ชาวเมืองหลวงพระบางขอบตั้งหมู่บ้าน อยู่ริมชายฝั่งแม่น้ำ เพราะชอบค้าขายทางน้ำ และหาสัตว์น้ำขาย เช่น ปลา เป็นพวกที่ชำนาญทางว่ายและดำน้ำทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมืองหลวงพระบางมีจำนวนหมู่บ้านและหลังคาเรือนประมาณ ๘-๙ พันหลังคาเรือน ตัวเมืองล้อมรอบไปด้วยภูเขา ที่กลางใจเมือง มีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งชื่อพูสี บนเขาลูกนั้นมีสถูปเจดีย์และรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ในศาลา ตัวหนังสือเป็นแบบหนึ่งต่างกับอักษรไทยปัจจุบันเรียกว่า หนังสือไทยน้อย ใช้เหมือนกันทั่วทั้งแคว้นลาว คือ ตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุดต่อเขตเขมร และยังมีใช้อยู่ตามวัดวาอาราม หรือบรรดาคนแก่ในภาคอีสานอีกมาก หนังสือไทยน้อยจารึกไว้บนใบลาน ได้รักษาวัฒนธรรมและ วรรณคดีไทยมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ เช่น เรื่องศรีทนนชัย ขุนลูนางอั้ว สังข์ศิลป์ชัย ฯลฯ รูปร่างตัวหนังสือใกล้ตัวหนังสือไทยมากที่สุด ผู้รู้หนังสือไทยแล้วเรียนสัก ๒-๓ วันก็จะอ่านออกเขียนได้ หนังสือของชาวแคว้นหลวงพระบางง่ายกว่ามาก บทกลอน เช่นว่า "ทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเรือนดี พอลื้ออยู่ ทุกข์บ่เห็นหน้าน้อง ตัวอ้ายอยู่บ่เป๋น" การเลี้ยงผีนั้น ให้เลี้ยงที่หลังบ้าน เพราะศาลผีหรือหิ้งผีสร้างอยู่หลังบ้าน บนหิ้งผีมีรูปปั้นด้วยดินเหนียวเป็นรูปช้างและสัตว์ต่าง ๆ ส่วนหิ้งพระอยู่ในบ้านมีพระพุทธรูปแล้วแต่จะหาได้ไว้เพื่อสักการะบูชา พร้อมทั้งมีกระถามธูป เทียน แจกัน ดอกไม้ นอกจากหิ้งพระและหิ้งผีแล้ว หมู่ชาวบ้านหลวงพระบางยังมีการเคารพและสักการะบูชาศาลพระภูมิเจ้าที่อีกด้วย ศาลพระภูมินี้ตั้งตรงหน้าบ้านหันหน้าศาลไปทางทิศตะวันออก บนศาลมีดอกไม้ธูปเทียนบูชาอยู่เสมอ ถ้าไม่มีศาลพระภูมิตั้งตรงหน้าบ้าน ก็ใช้ธูปเทียนและดอกไม้ปักตามเสาหน้าบ้านหรือตามฝาไม้ขัดแตะตามแต่ต้องการ แต่ก็ต้องมีการเคารพกันทุกหลังคาเรือน ไม่มีการเลี้ยงผีหมู่บ้าน นอกจากผู้ที่ตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์มีลูกศิษย์มากหรือเป็นหมอผีจะนัดแนะ บรรดาลูกศิษย์หรือผู้ที่ตนเคยรักษาพยาบาลให้มาทำการเลี้ยงยังเรือนของตน โดยนำข้าวปลาอาหารพร้อมสุรามาทำพิธีเลี้ยงผีกัน หรือจะเรียกว่า "ไหว้ครู" หรือ "ยกครู" การเลี้ยงผีนี้ ทำกันในราวเดือนเจ็ดใต้ ผีป่า ผีไร่ ผีสวน ไม่มี คงมีแต่ผีหลวงหรือเรียกกันว่า ผีหลักมั่น ผีหลักมั่นนับถือว่า มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นมิ่งขวัญของชาวเมืองหลวงพระบาง ประวัติของผีหลักมั่น แรกเริ่มเดิมที เจ้าฟ้าหรือเจ้าแผ่นดินของเมืองหลวง มีพระราชประสงค์ทำหลักศิลาประจำเมืองซึ่งต้องใช้ผู้หญิงกำลังตั้งครรภ์ฝัง ไว้ใต้หลักนั้น จึงประกาศหาคนในเมืองหลวงที่มีความสมัครใจจะสละชีวิตอยู่กับหลักศิลาประจำ เมือง ถ้าใครสมัครเป็นหลักศิลาจะให้เงินทองแก่สามีบุตรและตัวนาง อีกทั้งหลักศิลาจะได้ประดับด้วยอาภรณ์อันมีค่ายิ่ง เช่นสร้อยคอเพ็ชร์ กำไลเพ็ชร์ เป็นต้น มีหญิงงามผู้หนึ่งสมัครเป็นหลักประจำเมือง เขาจึงให้นางดังกล่าวประดับกายด้วยเครื่องอาภรณ์อันล้นค่าแล้วเชิญขึ้นนั่ง บนเสลี่ยงแล้วแห่ไปรอบตัวเมือง พร้อมทั้งประกาศให้ผู้คนพลเมืองทราบทั่วไปว่า นางจะเป็นเสาหลักมั่นประจำเมือง ก่อนที่จะนำนางไปลงหลุมนั้นก็มีการละเล่นหลายอย่างพร้อมทั้งมีพิธีเลี้ยงนาง ผู้ที่ยอมเป็นเสาหลักมั่นนั้นด้วยอาหารดีต่าง ๆ พอได้ฤกษ์ก็นำตัวนางนั้นลงยืนไปในหลุมซึ่งลึกประมาณบั้นเอว แล้วเอาแท่งศิลาหนึ่งกระทุ้งทับตัวนางนั้นให้จมลงไปอยู่ก้นหลุมแล้วจึงก่อ ทับด้วยเสาปูน ผู้ที่ไปต้องนำเครื่องบูชาไปสักการะหลักมั่นนี้ พร้อมทั้งพูดว่า "หญ้าช้างหญ้าม้า" หมายความว่า เอาใบไม้หรือหญ้ากองไว้สำหรับเลี้ยงช้างม้าของเจ้าแม่หลักมั่นนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์ในการบนบาลขอให้ร่ำรวยทางค้าขาย หรือทางเจ็บไข้ได้ป่วย ประเพณี งานขึ้นปีใหม่เป็นงานที่สนุกสนานของหนุ่มสาวทั้งหลาย มีงานเลี้ยงผีหลวงหรือผีหลักมั่นเดือน ๑๒ ใต้ มีงานประจำปีเรียกว่างานแห่ธาตุ คือ แห่พระเจ้าแผ่นดินเมืองหลวงไปไว้ยังธาตุหลวงจากพระราชวัง เวลา ๙ โมงเช้า ขบวนทหารแต่งตัวเต็มยศนำหน้าสองฟากทาง ถัดจากทหารมีคนสวมหัวโขนหัวหนุมานเป็นพวกตีกลองโครม คือมีหัวหน้าหนึ่งคนตีไม้เป็นจังหวะดัง "ก๊อก ๆ " ๒ ครั้ง แล้วพวกที่มีกลองก็ตีกลองพร้อมกันดังโครม ผู้ตามหลังตีกลองโครมเป็นทหารรักษาพระองค์ แต่งกายด้วยเสื้อปิดอกสีขาวกระดุม ๖ เม็ด นุ่งผ้าสีม่วงสวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าผ้าใบสีขาว มือถือหอก ง้าว ทวน มีด กำไว้ ๒ มือ เอาทางคมอาวุธลง ถัดจากทหารรักษาพระองค์เป็นพระราชอาสน์ของพระเจ้าแผ่นดินใช้คนหาม ๘ คน มีกลดกั้นกันแดด(ฉัตร) ตามหลังเสลี่ยงโดยหมู่ข้าราชการและข่ามุ เรียกว่า "พวกตำกิ่ง" โดยเอากระบอกไม้ซางทะลุปล้องใช้กระทุ้งกับหินขณะที่เดินเป็นจังหวะมีเสียง ต่าง ๆ สลับกันเรียกว่า "ข่าทั่งบั้ง" หรือ "ข่ากระทุ้งบอก" ฟังดูคล้ายเสียงเพลง แห่กันจนถึงธาตุหลวงหรือปราสาทหลวงพอถึงให้เจ้าเมือง หรือพระเจ้าแผ่นดินพักผ่อนบนธาตุนั้น มีการฟ้อนสิงโตกับเทวดาหลวงเรียกว่า"ปู่เยอย่าเยอ" ตอนกลางคืนมีรำโคม โดยถือโคมจุดไฟตรงกลางร่ายรำไปตามทำนองเพลง มีการเลี้ยงข้าวปลาอาหารโดยทั่วถึงกัน เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากกินข้าวแล้วมีการชกมวยหน้าพระที่นั่งอีกครั้งหนึ่ง ตกตะวันบ่าย ๓ โมง จึงแห่พระเจ้าแผ่นดินคืนพระราชวังเดิม นอกจากนี้ จะมีงานไหว้พระพุทธบาทตามเทศกาลอย่างไทยเรา มีงานที่ออกหน้าออกตาอีกอย่างหนึ่ง คือการแข่งเรือในเทศกาลออกพรรษา แต่ละวัดมักจะมีเรือแข่งงาม ๆ ลงรักปิดทองล่องชาดอยู่เสมอ ครั้นถึงเวลาแข่ง ชาวบ้านแถบวัดนั้นที่หนุ่ม ๆ จะพร้อมใจกันมาเป็นฝีพายโดยพร้อมเพรียงราว ๓๐-๔๐ คน นำเรือลงซ้อมพายก่อนถึงวันงานประมาณ ๔-๕ วัน โดยมีผู้เฒ่า ๑ คนเป็นคนถือท้าย เขาเหล่านี้จะพยายามแข่งนำเกียรติ์มาให้แก่วัดหมู่บ้านของตน ครั้นถึงวันแข่งจริง ประชาชนแต่งตัวสีต่าง ๆ สวยงามเต็มฝั่งแม่น้ำโขง เรือแข่งเตรียมพร้อมและยังมีเรือกรรมการตัดสินเรือชนะ เรือบรรดาเจ้านายข้าราชการจอดชมเป็นขนัด งานแข่งเรือเป็นงานที่ครึกครื้นยิ่งในรอบปีหนึ่ง ๆ นอกจากนี้ มีงานวัดตามเทศกาลทางพุทธศาสนา เพราะชาวหลวงพระบางนับถือศาสนาพุทธ โดยเฉพาะเคยส่งพระสงฆ์เข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพมหานครการบวชนาค ไม่ผิดกับชาวเหนือเดือนยี่เป็ง(เพ็ญเดือนสิบสอง) มีการลอยกระทงในแม่น้ำโขงโดยแห่จากวัดลงมาสู่แม่น้ำ มีการประกวดทำกันเป็นรูป ต่าง ๆ งานขึ้นปีใหม่ หยุดงาน ๓ วันเหมือนกันหมด วิถีชีวิต ผู้หญิงชาวหลวงพระบางโดยมาก มีผิวขาว รูปร่างเพรียวระหง ในจำนวนหญิง ๘๐ % เป็นหญิงสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองนางเมรี ตามนิยายเรื่องพระรถนางเมรี ปัจจุบันยังมีสิ่งประกอบเรื่องนี้อยู่หลายอย่าง เช่น สวนพระรถ ซึ่งเป็นสวนผลไม้ป่า มีผลไม้นานาชนิด ภูท้าว ภูนาง ถ้ำนางเมรี ฯลฯ ชาวหลวงพระบางรักความสนุกรื่นเริงอยู่เป็นนิตย์ จะได้ยินเสียงฆ้องดังไม่ขาดระยะจากเมืองหลวงพระบางในบางวัน ผู้หญิงทุกคนสวยงามตามธรรมชาติ มีความอิสระในเรื่องรักใคร่ ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเที่ยวเมืองหลวงพระบางแล้วไม่อยากกลับบ้าน ที่เป็นพ่อค้าเร่ร่อนมีภรรยาตามรายทางก็มีอยู่หลายคน การเที่ยวสาวเที่ยวบนบ้านที่ระเบียง โดยมากชอบไปหาสาวเวลากลางคืน ถ้าพอใจกันทั้งสองฝ่ายก็ได้เสียกันก่อนแต่งงาน ถ้าสาวไม่พอใจหนุ่มมาเที่ยวบ้านจะหลบเข้าห้องโดยไม่โผล่หน้าออกมาให้หนุ่ม เห็น แต่หากชอบพอก็จะออกมานั่งสนทนาด้วย ชาวหลวงพระบางนับถือศาสนาพุทธ ในระหว่างเข้าพรรษาทุกวันพระมีการไปวัดตักบาตร ตอนบ่ายฟังเทศน์ ถ้าคนเฒ่าคนแก่ที่ศรัทธาทางศาสนามาก ก็มีการนอนวัดด้วยกัน ขนบธรรมเนียมไม่ผิดทางไทยในเรื่องศาสนา เมืองหลวงพระบาง เป็นเมืองที่รักษาวัฒนธรรมของตนไวได้อย่างดียิ่ง ถ้าเราไปถึงถิ่นจะเห็นวัดวาอารามและขนบธรรมเนียมยังอยู่ในเมืองนี้อย่าง พร้อมมูล การศาสนาก็เคร่งครัด ผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาทางพุทธศาสนามากไม่มีวัดหรือโบสถ์ศาสนาอื่น ทั้งนี้ มีชาวต่างประเทศเข้าไปเผยแพร่ศาสนาด้วยวิธีการต่าง ๆ ก็หามีผู้นิยมนับถือศาสนาอื่นไม่ |
|
||||||||
|
|